ฟาซาดกระจกคืออะไร? เปิดมุมมองใหม่แห่งงานดีไซน์ โปร่งแสง ทันสมัย | Outside In

ฟาซาดกระจก

เวลาที่เราเดินผ่านอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า หรือคอนโดหรูๆ แล้วมองเห็นหน้าตึกที่ดูโปร่งใส สะท้อนแสง หรือเปิดมุมมองกว้างออกไปสู่ภายนอก สิ่งที่เราเห็นอยู่นั้นก็คือ “ฟาซาดกระจก” หรือ “หน้าตึกที่ใช้กระจกเป็นวัสดุหลัก” ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำของสถาปัตยกรรมยุคใหม่ไปแล้วในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วย

ฟาซาดกระจก (Glass Facade) ไม่ใช่แค่การติดกระจกบนผนังภายนอก แต่คือ ระบบเปลือกอาคารที่ถูกออกแบบอย่างเป็นระบบ ทั้งในเชิงสุนทรียภาพ การควบคุมแสง ความร้อน ทัศนวิสัย และการใช้พลังงาน ทำให้มันไม่ใช่แค่ “กระจกธรรมดา” แต่เป็นวัสดุที่เปลี่ยนหน้าตาอาคารให้ดูทันสมัย มีเทคโนโลยี และช่วยให้ใช้งานได้จริงมากขึ้น

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับฟาซาดกระจกในมุมมองที่ลึกกว่าคำว่า “ผนังกระจก” ทั่วไป ตั้งแต่นิยามพื้นฐาน ประเภทที่นิยมใช้ ไปจนถึงข้อดี ข้อควรระวัง และแนวทางการออกแบบให้เหมาะกับสภาพอากาศของไทย โดยเรียงเนื้อหาจาก ภาพรวม → ฟังก์ชัน → เทคนิค → ประยุกต์ใช้จริง เพื่อให้คุณเข้าใจตั้งแต่หลักคิดเบื้องต้นไปจนถึงวิธีใช้งานในงานจริง

สิ่งที่คุณจะได้จากบทความนี้:

  • เข้าใจความหมายและบริบทของคำว่า “ฟาซาดกระจก”

  • เห็นตัวอย่างประเภทของระบบกระจกต่างๆ เช่น Curtain Wall, Spider Glass

  • เรียนรู้ว่าทำไมหลายแบรนด์ถึงเลือกใช้กระจกในหน้าตึก

  • รู้ข้อจำกัดและแนวทางการแก้ไขในอาคารที่อยู่ในเขตร้อนชื้น

  • ได้แนวทางออกแบบที่ใช้งานได้จริงทั้งด้านความสวยงามและประสิทธิภาพ

ถ้าคุณเป็นเจ้าของอาคาร สถาปนิก วิศวกร หรือแค่อยากรีโนเวตหน้าบ้านให้ดูสมัยใหม่ขึ้น บทความนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายและมั่นใจมากขึ้นในการเลือกใช้ฟาซาดกระจก

ฟาซาดกระจก (Glass Facade) คืออะไร?

ถ้าพูดถึง “ฟาซาดกระจก” หลายคนอาจนึกถึงแค่ผนังอาคารที่ทำจากกระจกใสๆ แต่ในแวดวงสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมแล้ว ฟาซาดกระจกมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาอย่างมีชั้นเชิง ทั้งเรื่องการจัดการพลังงาน ความร้อน แสงธรรมชาติ ไปจนถึงการสร้างภาพจำให้กับอาคาร การทำความเข้าใจว่าฟาซาดกระจกคืออะไร จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหาวิธีปรับภาพลักษณ์ของอาคารให้ดูทันสมัยขึ้น หรือแม้แต่ต้องการเพิ่มมูลค่าให้โครงการ

ในหัวข้อนี้เราจะไล่เรียงให้เห็นภาพว่า ฟาซาดกระจกแตกต่างจากกระจกทั่วไปอย่างไร นิยามที่แท้จริงของมันในเชิงสถาปัตยกรรมคืออะไร และเพราะเหตุใดมันถึงได้รับความนิยมในอาคารยุคใหม่ทั่วโลก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่ความร้อนจัด แสงแดดแรง และภาพลักษณ์ของธุรกิจต่างก็เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจพอๆ กัน

นิยามของฟาซาดกระจก (Glass Facade) ในบริบทสถาปัตยกรรม

ฟาซาดกระจก หรือที่บางคนเรียกว่า ผนังกระจกภายนอก / หน้าตึกกระจก คือระบบเปลือกอาคารที่ใช้ “กระจก” เป็นวัสดุหลักในการปิดผิวด้านนอกของอาคาร โดยไม่ได้มีแค่หน้าที่ห่อหุ้มตัวอาคารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการ ควบคุมแสงแดด, การระบายความร้อน, การเปิดวิสัยทัศน์, และการสร้างภาพลักษณ์ ให้กับตัวอาคารด้วย

ถ้ามองในแง่ของสถาปัตยกรรม ฟาซาดกระจกก็คือ “ส่วนเชื่อมโยงระหว่างภายนอกกับภายใน” ที่สามารถสร้างทั้งความรู้สึกเปิดโล่ง โปร่งเบา ไปจนถึงอารมณ์หรูหราทันสมัย ซึ่งมักจะเห็นในอาคารสมัยใหม่ ตั้งแต่ตึกออฟฟิศ คอนโด โรงแรม ไปจนถึงโชว์รูมแบรนด์หรู

โดยทั่วไป ฟาซาดประเภทนี้จะถูกออกแบบเป็นระบบ เช่น Curtain Wall, Structural Glazing, หรือ Double-Skin Facade ไม่ใช่แค่การ “ติดกระจก” บนผนังธรรมดาๆ แต่มีการคำนวณโครงสร้าง ระบบรับน้ำหนัก วิธีการยึด ตลอดจนการเลือกชนิดกระจกให้เหมาะสมกับการใช้งาน

ความแตกต่างระหว่างฟาซาดกระจกกับกระจกทั่วไป

หลายคนอาจสงสัยว่า “ฟาซาดกระจกต่างจากกระจกที่ใช้ในบ้านหรือร้านค้าทั่วไปยังไง?” คำตอบอยู่ที่ ระบบและฟังก์ชัน ที่ออกแบบเพื่อ รับมือกับภาระด้านสิ่งแวดล้อมและสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะ

ประเด็นเปรียบเทียบ

ฟาซาดกระจก

กระจกทั่วไปที่ใช้ในบ้าน/ร้านค้า

โครงสร้างรองรับ

ใช้ระบบยึดเฉพาะ เช่น Curtain Wall

มักติดตั้งกับวงกบอลูมิเนียมหรือไม้

ฟังก์ชันกันความร้อน-แสง

ใช้กระจกเคลือบ Low-E, Reflective

ส่วนใหญ่มีกันร้อนพื้นฐานเท่านั้น

ความทนทาน

ใช้กระจกนิรภัย/ลามิเนต ป้องกันแรงลม

กระจกธรรมดา หรือเทมเปอร์บางประเภท

การออกแบบเชิงระบบ

ออกแบบทั้งระบบโครง–กระจก–การยึด

มักเป็นแค่กระจกแผ่นเดียวในช่องเปิด

ดังนั้น ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือ “ฟาซาดกระจก” ไม่ใช่แค่หน้าต่างหรือบานโชว์วิวธรรมดา แต่คือ ระบบผนังโปร่งแสง ที่ถูกออกแบบทั้งด้านวิศวกรรมและความสวยงามแบบครบวงจร

เหตุผลที่ฟาซาดกระจก (Glass Facade) ได้รับความนิยมในอาคารสมัยใหม่

เหตุผลที่เรามักเห็นตึกสมัยใหม่แทบทุกหลังเลือกใช้ฟาซาดกระจก ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ “ความสวยงาม” อย่างเดียว แต่มีหลายปัจจัยที่ผลักดันให้ เปลือกอาคารแบบกระจก กลายเป็นตัวเลือกหลักในยุคนี้ ได้แก่:

  1. สร้างภาพลักษณ์ที่ล้ำสมัยและพรีเมียม
    กระจกสะท้อนแสง หรือโปร่งใสช่วยให้หน้าตึกดูหรู ดูมีเทคโนโลยี เหมาะกับอาคารที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ เช่น ธนาคาร โรงแรม หรือสำนักงานใหญ่บริษัท

  2. เปิดมุมมองและดึงแสงธรรมชาติเข้าสู่ภายใน
    ช่วยให้ผู้ใช้อาคารรู้สึกเชื่อมโยงกับภายนอก ลดการใช้ไฟตอนกลางวัน เพิ่มความสุขในการทำงานหรืออยู่อาศัย

  3. ปรับใช้งานร่วมกับแนวคิด Green Building
    สามารถเลือกใช้กระจกที่ลดความร้อนสะสม, ตัดแสง UV, หรือแม้แต่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบฝังในกระจก (BIPV) เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน

  4. ลดการใช้ผนังทึบ และสร้างพื้นที่ใช้สอยที่ยืดหยุ่น
    ออกแบบฟาซาดกระจกให้รับน้ำหนักจากภายนอกได้ ช่วยให้ภายในไม่มีเสา หรือมีโครงสร้างรบกวน ทำให้ปรับเปลี่ยน Layout ได้ง่าย

จากเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงไม่แปลกที่อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า และแม้แต่บ้านสมัยใหม่จะหันมาให้ความสำคัญกับ การเลือกใช้ฟาซาดกระจก เป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ ควบคุมแสง และช่วยเรื่องพลังงานในเวลาเดียวกัน

บทบาทของฟาซาดกระจก (Glass Facade) ในงานออกแบบอาคาร

ฟาซาดกระจกไม่ใช่แค่การเลือกใช้วัสดุที่ดู “ไฮเทค” แต่คือการออกแบบ “หน้าตึก” ที่มีฟังก์ชันผสมผสานกันทั้ง ความสวยงามและการใช้งานจริง ในแวดวงสถาปัตยกรรม ฟาซาดกระจกเปรียบเหมือนชุดสูทของอาคาร เพราะนอกจากจะห่อหุ้มโครงสร้างภายในแล้ว ยังเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนมองเห็น และเป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึกให้กับทั้งคนภายนอกและผู้ใช้อาคาร

ในหัวข้อนี้เราจะพาไปดูว่า ฟาซาดกระจกมีบทบาทต่อการออกแบบอาคารอย่างไรบ้าง ตั้งแต่การสร้าง ภาพลักษณ์และอารมณ์ของอาคาร, การเชื่อมต่อกับ แสงธรรมชาติและวิว, ไปจนถึง การจัดการเสียงและอุณหภูมิ ที่ส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของคนที่อยู่ภายใน โดยแต่ละบทบาทล้วนมีผลต่อการเลือกใช้กระจกที่แตกต่างกัน

ภาพลักษณ์และสุนทรียภาพ

หนึ่งในจุดเด่นที่สุดของฟาซาดกระจกก็คือ ความสามารถในการเปลี่ยนหน้าตาอาคารให้ดูทันสมัย และมีความเป็นมืออาชีพ หลายแบรนด์ใหญ่เลือกใช้ผนังกระจกเป็นส่วนหลักของอาคาร เพื่อสื่อสารถึงความล้ำหน้า โปร่งใส และเปิดรับต่อโลกภายนอก เช่น สำนักงานของบริษัทเทคโนโลยี หรือโชว์รูมหรูๆ ที่อยากให้แบรนด์ดูทันสมัยแบบ minimalist

รูปแบบของกระจกยังสามารถสะท้อนคาแรคเตอร์ของอาคารได้หลากหลาย เช่น

  • กระจกใส ให้ความรู้สึกโปร่ง เบา เชื่อมต่อภายนอก

  • กระจกเงา ให้ความรู้สึกล้ำสมัยและรักษาความเป็นส่วนตัว

  • กระจกสีเทา/ฟ้า ช่วยลดแสงแดดและทำให้ตึกดูเย็นสายตา

เมื่อรวมเข้ากับโครงสร้างของอาคารแล้ว ฟาซาดกระจกจึงไม่ได้แค่ห่อหุ้มตัวอาคาร แต่กลายเป็น ส่วนหนึ่งของแบรนด์ เลยก็ว่าได้

ความสัมพันธ์กับแสงธรรมชาติและทัศนวิสัย

แสงธรรมชาติเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบพื้นที่ภายใน และฟาซาดกระจกก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวกลางที่เชื่อมโยง “แสงจากภายนอก” เข้าสู่ภายในอย่างนุ่มนวล ถ้าออกแบบดี จะช่วยให้แสงกระจายทั่วพื้นที่โดยไม่ร้อนหรือแสบตา

ในเชิงการใช้งาน แสงธรรมชาติที่ผ่านฟาซาดกระจกเข้ามา

  • ลดการใช้ไฟฟ้า ได้ในช่วงกลางวัน

  • เพิ่ม Productivity ของผู้ทำงาน (มีงานวิจัยรองรับ)

  • เปิดมุมมอง ไปยังวิวภายนอก ทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่รู้สึกอึดอัด

ข้อได้เปรียบนี้คือเหตุผลหลักที่อาคารสำนักงาน, โรงแรม, หรือคอนโดระดับบน นิยมออกแบบฟาซาดด้วยกระจก เพราะมันช่วยสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ต่างไปจากผนังทึบแบบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง

ฟังก์ชันการกันเสียงและกันความร้อน

ในเมืองที่เสียงดังและอากาศร้อนอย่างกรุงเทพฯ การออกแบบหน้าตึกให้ช่วยลดผลกระทบจากภายนอกถือเป็นเรื่องจำเป็นมาก ฟาซาดกระจกสามารถช่วยในจุดนี้ได้ ถ้าเลือกประเภทของกระจกให้เหมาะสม

  • กันความร้อน: กระจกที่เคลือบสาร Low-E หรือมีชั้นฟิล์มกันรังสีอินฟราเรด สามารถช่วยลดภาระของเครื่องปรับอากาศได้อย่างมาก โดยเฉพาะอาคารที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกหรือใต้

  • กันเสียง: การใช้กระจกลามิเนต หรือการออกแบบให้เป็น Double Glazing จะช่วยลดเสียงจากภายนอกได้ดีกว่ากระจกธรรมดาหลายเท่า

สถาปนิกจึงต้องพิจารณาร่วมกับวิศวกรโครงสร้างและวิศวกรสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ฟาซาดกระจกตอบโจทย์ทั้งด้าน ความสวยงาม และ คุณภาพการใช้งาน ไปพร้อมกัน

ประเภทของฟาซาดกระจก (Glass Facade) ที่นิยมใช้

โดยเรียงลำดับจากแบบที่เห็นได้ทั่วไป → เทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้น ตามหลัก Contextual Vector เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจการเลือกใช้ระบบแต่ละแบบในบริบทที่แตกต่างกัน

ไม่ว่าคุณจะเคยเดินผ่านตึกสำนักงานหรู ห้างสรรพสินค้า หรือโรงแรมริมแม่น้ำ สิ่งหนึ่งที่มักสะดุดตา ก็คือ หน้าตึกที่ใช้ฟาซาดกระจก ซึ่งในแต่ละแห่งก็ใช้ระบบที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับดีไซน์ โครงสร้าง และงบประมาณ

ฟาซาดกระจกไม่ได้มีแค่ “ติดกระจกแผ่นใหญ่ๆ” เท่านั้น แต่ประกอบด้วยระบบการยึดจับ การรองรับน้ำหนัก และการออกแบบที่ต้องทำงานร่วมกันระหว่างสถาปนิกและวิศวกรโครงสร้างอย่างใกล้ชิด ในหัวข้อนี้ เราจะพาไปรู้จักประเภทหลักๆ ที่นิยมใช้ในอาคารจริง

Curtain Wall – ระบบผนังกระจกแบบแขวน

Curtain Wall หรือระบบผนังกระจกแขวน เป็นระบบฟาซาดกระจกที่พบมากที่สุดในอาคารสูงและสำนักงานสมัยใหม่ จุดเด่นคือ ไม่มีการรับน้ำหนักจากพื้นอาคารด้านล่าง แต่ใช้วิธียึดกับโครงสร้างหลักของอาคารในลักษณะ “แขวนไว้” เหมือนม่าน

คุณสมบัติเด่นของ Curtain Wall:

  • เหมาะกับตึกสูงหรือพื้นที่กว้างที่ต้องการผนังต่อเนื่อง

  • ติดตั้งได้รวดเร็ว เพราะผลิตจากโรงงานและนำมาประกอบหน้างาน

  • รองรับการขยายตัวของอาคารโดยไม่แตกร้าว

Curtain Wall แบ่งออกเป็น 2 แบบย่อยคือ แบบกรอบ (Stick System) และ แบบโมดูล (Unitized System) ซึ่งเลือกใช้ตามลักษณะของไซต์งานและงบประมาณ

Structural Glazing – ฟาซาดที่เน้นความ “ไร้กรอบ”

ถ้าคุณเคยเห็นตึกที่มี “กระจกเรียบต่อเนื่องแบบไม่มีกรอบ” แทบมองไม่เห็นโครงอลูมิเนียมเลย นั่นแหละคือฟาซาดแบบ Structural Glazing หรือ “กระจกยึดด้วยโครงสร้างแบบซ่อน”

จุดเด่นของระบบนี้คือ:

  • ยึดกระจกด้วยซิลิโคนพิเศษ ทำให้ไม่มีกรอบอลูมิเนียมโผล่ให้เห็น

  • ได้รูปลักษณ์ที่ minimal และดู “คลีน” มาก

  • ให้ความรู้สึกเหมือนกระจกแผ่นใหญ่ต่อเนื่องกันทั้งผืน

อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ต้องใช้ความแม่นยำสูงทั้งด้านวัสดุและช่างติดตั้ง และต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของกาวซิลิโคนและการยึดทุกขั้นตอนอย่างละเอียด

Double-Skin Facade – ฟาซาดกระจกสองชั้น

สำหรับอาคารที่ต้องการ สมดุลระหว่างดีไซน์และพลังงาน Double-Skin Facade เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะมันคือระบบฟาซาดที่ใช้กระจกสองชั้น โดยเว้นช่องว่างไว้ตรงกลางเพื่อให้เกิดการระบายอากาศ

ประโยชน์ของระบบนี้:

  • ลดความร้อนที่เข้าสู่ตัวอาคารได้มาก

  • เพิ่มประสิทธิภาพการกันเสียง

  • สามารถติดตั้ง แผงบังแดด, ผ้าม่านอัตโนมัติ หรือ Solar Panel ระหว่างชั้นได้

ข้อเสียคือราคาสูง และต้องใช้พื้นที่มากกว่าระบบทั่วไป แต่หากมองในระยะยาว ถือว่าเป็นระบบที่ช่วยลดค่าไฟและเพิ่มความสบายในการใช้งานอย่างแท้จริง

Frameless Glass Facade – ผนังกระจกไร้กรอบจริงๆ

Frameless Glass Facade เป็นระบบที่ ไม่มีโครงอลูมิเนียมแม้แต่ด้านข้าง ให้เห็นเลยสักจุด โดยมักใช้กระจกที่หนาและแข็งแรงพิเศษ แล้วใช้ “แผ่นประกบ” หรือ “จุดยึดเฉพาะ” ในการยึดแต่ละแผ่นเข้าด้วยกัน

ระบบนี้:

  • ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง และ “กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม”

  • นิยมใช้ในโชว์รูมหรู หรืออาคารที่ต้องการ ความหรูหราแบบเรียบ

  • ต้องการทีมช่างที่มีความชำนาญสูง

ข้อจำกัดคือต้องใช้โครงสร้างเสริมในตำแหน่งที่มองไม่เห็น และกระจกที่ใช้ต้องมีความทนแรงลม แรงกระแทก และความร้อนสูงมาก

Spider Glass System – กระจกที่ยึดด้วย “ขาแมงมุม”

ระบบนี้เหมือนงานโชว์ความเป็นวิศวกรรมมากกว่างานตกแต่ง เพราะ ใช้กระจกแผ่นใหญ่ๆ ที่เจาะรูและยึดเข้ากับโครงสร้างโดยใช้ “ขาตัวยึดแบบแมงมุม” หรือ Spider Fitting

ข้อดีของ Spider Glass:

  • โปร่งสุดๆ แทบไม่มีอะไรมาบังสายตาเลย

  • ใช้กับกระจกแผ่นใหญ่ได้

  • มักใช้ในอาคารที่มี “โถงสูง” เช่น ล็อบบี้โรงแรม หรือทางเข้าห้าง

ข้อเสียคือราคาแพง และไม่เหมาะกับอาคารที่อยู่ในพื้นที่ลมแรงหรือแสงแดดจัดเกินไป เพราะยากต่อการติดตั้งกระจก Low-E หรือกระจกสองชั้นร่วมกับระบบนี้

การเลือกใช้ประเภทของฟาซาดกระจก ไม่ใช่แค่เรื่องของดีไซน์ แต่ต้องดูเรื่องโครงสร้าง งบประมาณ และฟังก์ชันที่ต้องการร่วมด้วย บางตึกอาจเลือกใช้ Curtain Wall แบบธรรมดา แต่เสริมด้วยกระจกเคลือบพิเศษ ขณะที่บางโครงการเลือกใช้ Spider Glass เฉพาะส่วนทางเข้าเพื่อโชว์ความอลังการ แล้วใช้ระบบอื่นในส่วนที่เหลือเพื่อประหยัดงบ

คุณสมบัติของกระจกที่ใช้ทำฟาซาด

แม้ว่า “ฟาซาดกระจก” จะดูเรียบง่ายเหมือนแค่แผ่นกระจกใสๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเลือกใช้กระจกสำหรับเปลือกอาคารนั้น ต้องคำนึงถึงคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างจากกระจกทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะต้องเผชิญกับทั้งแรงลม ความร้อน แสงแดด เสียงรบกวน และการใช้งานระยะยาวตลอด 24 ชั่วโมง

หัวข้อนี้จะพาไปเจาะลึกว่ากระจกที่ใช้ในฟาซาดจำเป็นต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ตั้งแต่เรื่องความหนา ความปลอดภัย ไปจนถึงการป้องกันความร้อนและแสง UV เพื่อช่วยให้ผู้ออกแบบและเจ้าของอาคารเลือกกระจกได้เหมาะกับแต่ละบริบท

ความหนาและความทนแรงกระแทก

หนึ่งในปัจจัยแรกที่ต้องพิจารณาเลยก็คือ “ความหนาของกระจก” ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องความแข็งแรงทางโครงสร้าง แต่ยังมีผลต่อ การป้องกันแรงลม ความร้อน และเสียง

  • อาคารสูงมักใช้กระจกที่หนา 6–12 มม. หรือมากกว่า

  • ต้องผ่านมาตรฐานด้านความทนแรงลม เช่น ASTM E330

  • ควรเลือกกระจกที่ ผ่านการอบนิรภัย (Tempered) หรือ เคลือบเสริมแรง (Heat Strengthened) เพื่อให้ทนแรงกระแทกและไม่แตกเป็นเศษแหลม

การเลือกความหนาไม่ใช่เรื่องฟิกซ์ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับ ความสูงของอาคาร, ระยะยึดจับ, และ ประเภทของระบบฟาซาด ที่ใช้งานร่วมกัน

การเคลือบผิวเพื่อลดความร้อน (Low-E, Reflective)

แสงแดดในเมืองไทยไม่ใช่แค่สว่าง แต่ยังมาพร้อมกับ “ความร้อนจัด” ตลอดทั้งปี ถ้าไม่เลือกกระจกให้ดี อาคารจะกลายเป็นเตาอบได้เลย ฟาซาดกระจกจึงมักต้องใช้กระจกที่ เคลือบผิวพิเศษ เพื่อลดการแผ่รังสีความร้อนเข้าสู่ภายใน

ประเภทการเคลือบที่นิยมมี 2 แบบหลัก:

  • Low-E (Low Emissivity): เคลือบด้วยชั้นฟิล์มโลหะบางๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ช่วยสะท้อนรังสีอินฟราเรดออกไปแต่ให้แสงธรรมชาติผ่านเข้ามาได้

  • Reflective Glass: กระจกสะท้อนแสงที่เคลือบผิวด้วยสารพิเศษ ทำให้หน้าตึกดูเงาแบบ “ตึกกระจก” และช่วยลดแสงจ้าโดยเฉพาะทิศตะวันตก

กระจกทั้งสองแบบมีให้เลือกหลายสี หลายระดับค่าการกันความร้อน (SHGC – Solar Heat Gain Coefficient) ซึ่งควรเลือกให้เหมาะกับทิศทางของอาคารและความต้องการด้านการใช้พลังงาน

การป้องกันแสง UV และเสียง

แสงแดดนอกจากจะร้อน ยังมี รังสี UV ที่ทำลายพื้นไม้ พรม และเฟอร์นิเจอร์ภายในได้ ฟาซาดกระจกที่ดีควรช่วย ตัดแสง UV ได้มากกว่า 90% โดยไม่ลดทอนคุณภาพของแสงธรรมชาติ

ในเรื่องของเสียง กระจกธรรมดาอาจกันเสียงได้น้อยมาก โดยเฉพาะถ้าอยู่ติดถนน ติดรางรถไฟ หรือในย่านเมืองที่จอแจ แนะนำให้เลือกใช้:

  • กระจกสองชั้น (Insulated Glass Units – IGU) มีชั้นอากาศคั่นกลาง

  • กระจกลามิเนตแบบเสียง (Acoustic Laminated Glass) ที่มีฟิล์มกันเสียงพิเศษแทรกอยู่ตรงกลาง

คุณสมบัติพวกนี้จะช่วยให้ภายในอาคารเงียบขึ้น พักผ่อนหรือทำงานได้มีคุณภาพมากขึ้น

กระจกนิรภัย VS กระจกลามิเนต

คำถามที่พบบ่อยคือ “ควรเลือกกระจกนิรภัยหรือกระจกลามิเนตดี?” ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งสองแบบมีข้อดีต่างกัน และในหลายโครงการก็ใช้ร่วมกัน

ประเภทกระจก

จุดเด่น

ข้อจำกัด

กระจกนิรภัย (Tempered)

แข็งแรง 4–5 เท่าของกระจกธรรมดา / แตกแล้วกลายเป็นเม็ดไม่คม

ไม่ป้องกันการตกจากที่สูง ถ้าหลุดจากโครง

กระจกลามิเนต (Laminated)

มีฟิล์ม PVB แทรกกลาง / แตกแล้วยังยึดติดอยู่ / กันเสียงดี

หนักกว่า / ราคาสูงกว่าเล็กน้อย

ในฟาซาดที่อยู่ในจุดเสี่ยง เช่น เหนือทางเดินคน, พื้นที่สูง, หรือโถงทางเข้า นิยมใช้กระจกลามิเนตเพื่อความปลอดภัย ส่วนในพื้นที่ทั่วไปที่มีโครงรับแน่นหนาอาจใช้กระจกนิรภัยก็ได้

ฟาซาดกระจกกับแนวคิดอาคารเขียว (Green Building)

ทุกวันนี้เวลาเราพูดถึง “อาคารประหยัดพลังงาน” หรือ “Green Building” ฟาซาดกระจกมักถูกมองว่าเป็นอุปสรรค เพราะหลายคนคิดว่ากระจกทำให้อาคารร้อน ใช้แอร์หนัก และสิ้นเปลืองพลังงาน แต่ในความเป็นจริง ถ้าออกแบบอย่างถูกต้อง ฟาซาดกระจกสามารถกลายเป็น เครื่องมือสำคัญในการลดการใช้พลังงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยทีเดียว

ในหัวข้อนี้ เราจะพาไปดูว่า ฟาซาดกระจกมีบทบาทอย่างไรในแนวคิด Green Building และจะใช้งานร่วมกับระบบต่างๆ อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในเรื่องของแสง ความร้อน และพลังงานทางเลือก โดยเน้นการออกแบบที่เชื่อมโยงกับ แนวทางของ WELL, LEED หรือ TREES ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านอาคารเขียวที่นิยมใช้กัน

การควบคุมความร้อนและลดภาระเครื่องปรับอากาศ

หนึ่งในต้นเหตุของการใช้พลังงานที่สูงในอาคารโดยเฉพาะในเมืองร้อนแบบไทยก็คือ “แสงแดดที่เข้าสู่ตัวอาคารผ่านหน้าต่างหรือฟาซาด” ถ้าไม่มีการเลือกกระจกและออกแบบฟาซาดที่เหมาะสม เครื่องปรับอากาศจะต้องทำงานหนักมาก

วิธีที่ฟาซาดกระจกช่วยลดภาระเครื่องปรับอากาศได้ เช่น:

  • เลือกกระจกเคลือบ Low-E หรือ Solar Control Glass เพื่อลดการแผ่รังสีความร้อน

  • ใช้ Double-Skin Facade หรือช่องอากาศแทรกกลาง เพื่อให้ความร้อนระบายออกก่อนเข้าถึงภายใน

  • ติดแผงกันแดด (Shading Device) ภายนอก ควบคู่กับกระจก เช่น แผงอลูมิเนียม หรือกันสาดแนวนอน

ผลลัพธ์ที่ได้คือ อาคารเย็นขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่ม BTU ของเครื่องปรับอากาศ และช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบ HVAC ได้อีกด้วย

การเพิ่มแสงธรรมชาติลดการใช้ไฟฟ้า

แสงธรรมชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญใน Green Building เพราะช่วยให้ผู้ใช้อาคารมีสุขภาวะที่ดีขึ้น ลดการใช้ไฟฟ้า และสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ฟาซาดกระจกที่ออกแบบดีจะช่วย “กรองแสง” ไม่ใช่ “ปล่อยแสงทะลุ”

แนวทางที่ใช้กันบ่อย:

  • ใช้กระจกโปร่งแสงที่ตัดแสง UV แต่ให้ค่าแสงส่องผ่านสูง (VLT สูง) เช่น กระจก Low-Iron หรือ Low-E ชนิดเฉพาะ

  • เพิ่ม Reflector หรือ Light Shelf ภายในเพื่อสะท้อนแสงเข้าสู่ด้านลึกของห้อง

  • ติดเซ็นเซอร์ควบคุมไฟฟ้า (Daylight Sensor) ให้ระบบปรับแสงไฟตามปริมาณแสงธรรมชาติ

การออกแบบเช่นนี้จะทำให้ แสงเข้ามาลึกขึ้นแต่ไม่ร้อน และช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันได้อย่างชัดเจน

การใช้งานร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ (BIPV)

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ทำให้ฟาซาดกระจกกลายเป็น แหล่งพลังงาน ได้ก็คือ BIPV – Building Integrated Photovoltaic หรือการฝังแผงโซลาร์เซลล์ไว้ในตัวกระจกเลย

ตัวอย่างที่ใช้งานจริง:

  • กระจก BIPV โปร่งแสงบางส่วน ที่ยังให้แสงธรรมชาติผ่านได้

  • ติดตั้งเป็นแผงแนวตั้งบนฟาซาดทิศตะวันตกหรือใต้ เพื่อรับแดดตลอดวัน

  • เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าภายใน เพื่อจ่ายไฟให้กับส่วนกลาง เช่น ไฟโถง ลิฟต์ หรือระบบทำความเย็น

ข้อดีของระบบนี้คือ ลดพื้นที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา และยังช่วยบังแดดให้กับอาคารไปพร้อมกัน นับเป็น “สองหน้าที่ในหนึ่งเดียว” ที่ตอบโจทย์ทั้งดีไซน์และความยั่งยืน

หากคุณกำลังวางแผนอาคารที่ต้องการได้คะแนน LEED หรือ TREES การวางแผนเลือกฟาซาดกระจกตั้งแต่แรกถือเป็น “โอกาสสำคัญ” ที่จะเพิ่มคะแนนในด้านพลังงาน (Energy), คุณภาพแสง (Lighting), และการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ข้อดีของฟาซาดกระจก (Glass Facade)

ฟาซาดกระจกไม่ได้มีดีแค่ “ดูสวย” เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทั้ง ประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร, ต้นทุนการดำเนินงาน, และ มูลค่าของโครงการ โดยตรง จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นการใช้งานฟาซาดแบบกระจกแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะในคอนโดหรู โรงแรม สำนักงาน หรือแม้แต่บ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม

หัวข้อนี้จะสรุปข้อดีของฟาซาดกระจกในมุมที่หลายคนอาจมองข้าม โดยจัดเรียงจากแง่ของภาพลักษณ์ → ประสบการณ์ผู้ใช้งาน → มูลค่าทางธุรกิจ เพื่อให้เห็นว่าการลงทุนในผนังกระจกไม่ได้จบแค่เรื่องดีไซน์ แต่ต่อยอดไปถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

ความสวยงามทันสมัย

ฟาซาดกระจกถือเป็น “ภาษาสากลของอาคารยุคใหม่” ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองใดก็ตาม อาคารที่มีผนังกระจกมักให้ภาพลักษณ์ที่ เรียบ เท่ และล้ำสมัย แบบที่อาคารผนังทึบทั่วไปให้ไม่ได้

ข้อดีในแง่ความสวยงาม:

  • รูปลักษณ์ดู “เบา โปร่ง สบายตา” กว่าผนังอิฐหรือผนังคอนกรีต

  • กระจกเงาสะท้อนท้องฟ้าหรือสภาพแวดล้อม ช่วยให้ตัวอาคารกลมกลืนกับบริบท

  • ดีไซน์ได้หลายแนว ทั้งแบบ minimal หรือ high-tech ขึ้นอยู่กับชนิดกระจกและระบบยึด

เพราะเหตุนี้ ฟาซาดกระจกจึงถูกเลือกใช้บ่อยในงานที่ต้อง “โชว์แบรนด์” หรือสร้างความประทับใจแรก เช่น โชว์รูม หอประชุม หรืออาคารสำนักงานใหญ่

ช่วยเปิดมุมมองจากภายใน

การใช้ฟาซาดกระจกมีข้อดีด้าน “ภายใน” ไม่แพ้ด้าน “ภายนอก” เพราะมันช่วยเปิดวิสัยทัศน์ให้ผู้ใช้อาคารรู้สึกเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมภายนอกมากขึ้น ซึ่งส่งผลทางจิตวิทยาและการใช้งานโดยตรง

ประโยชน์จากการเปิดมุมมอง:

  • พื้นที่ดูกว้างขึ้น แม้จะมีขนาดจริงเท่าเดิม

  • ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง ไม่อึดอัด โดยเฉพาะในสำนักงานหรือห้องประชุม

  • ช่วยให้เห็นธรรมชาติ วิวเมือง หรือแสงธรรมชาติ ได้แม้อยู่ในอาคารหลายชั้น

นี่คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่ฟาซาดกระจกถูกนำไปใช้ในโครงการที่ต้องการ “ขายประสบการณ์” ไม่ใช่แค่ขายพื้นที่ เช่น โรงแรม, รีสอร์ต, และโครงการที่มีวิวแม่น้ำหรือภูเขา

เพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้กับโครงการ

นอกจากความสวยงามและประสบการณ์ใช้งานแล้ว ฟาซาดกระจกยังกลายเป็น “เครื่องมือทางการตลาด” ที่ช่วยเพิ่ม มูลค่าของโครงการ ได้ในหลายระดับ

สิ่งที่ฟาซาดกระจกช่วยเสริมด้านการตลาด:

  • เพิ่มค่าเช่าหรือราคาขายต่อ ตร.ม. เพราะลูกค้ารู้สึกได้ถึงความหรูหรา

  • ทำให้โปรเจกต์โดดเด่นจากคู่แข่งในตลาดเดียวกัน เช่น อาคารสำนักงานที่ใช้ผนังกระจกใสเต็มบานจะน่าสนใจกว่าตึกเก่าแบบผนังทึบ

  • ดึงดูดกลุ่มลูกค้าพรีเมียม โดยเฉพาะในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เช่น โรงแรมระดับ 5 ดาว หรือคอนโดหรู

พูดง่ายๆ คือ ฟาซาดกระจกไม่ใช่แค่ “ต้นทุนที่ต้องจ่าย” แต่คือ “กลยุทธ์สร้างความได้เปรียบ” ในการแข่งขันระยะยาว

ข้อควรระวังและข้อจำกัดของฟาซาดกระจก (Glass Facade)

แม้ฟาซาดกระจกจะมีข้อดีมากมาย ทั้งในแง่ความสวยงาม ประสิทธิภาพของแสง และการเพิ่มมูลค่าให้โครงการ แต่ก็ต้องยอมรับว่า มันไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกสถานการณ์ เพราะมีข้อจำกัดที่ควรพิจารณาก่อนนำไปใช้งานจริง โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบไทย

ในหัวข้อนี้เราจะมาดูข้อควรระวังหลักๆ ที่มักเกิดขึ้นเมื่อติดตั้งฟาซาดกระจก โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็นสำคัญ คือ “ความร้อน”, “ความปลอดภัย” และ “การดูแลรักษา” เพื่อให้ผู้ออกแบบ เจ้าของอาคาร หรือผู้ใช้งานมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ

ปัญหาความร้อนสะสม

หนึ่งในข้อเสียที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ฟาซาดกระจกสามารถทำให้อาคารร้อนขึ้น โดยเฉพาะถ้าเลือกใช้กระจกไม่เหมาะกับทิศทางของอาคาร หรือไม่ได้ออกแบบระบบระบายความร้อนควบคู่กัน

สาเหตุของความร้อนสะสม:

  • กระจกธรรมดาปล่อยให้รังสีอินฟราเรดเข้าสู่ภายใน

  • ระบบ Curtain Wall บางแบบอาจไม่มีช่องระบายอากาศ

  • หากไม่มีกันสาดหรือแผงบังแดดร่วมด้วย แสงแดดจะส่องเข้าทั้งวัน

ทางแก้คือการใช้กระจกเคลือบพิเศษ (Low-E, Reflective) และวางแผนการระบายอากาศในระบบฟาซาดตั้งแต่แรกเริ่ม รวมถึงการเลือกทิศทางที่เหมาะสมต่อการเปิดกระจก

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย (แตก, หลุดร่วง)

กระจกในฟาซาดอาจดูปลอดภัยจากภายนอก แต่ถ้าไม่ได้ใช้วัสดุและระบบที่เหมาะสม อาจเกิดปัญหาร้ายแรงได้ เช่น กระจกแตกหลุดลงมา, บวมเบี้ยวเพราะอุณหภูมิ, หรือ แตกเพราะแรงลมในอาคารสูง

จุดที่ต้องระวัง:

  • การใช้กระจกเทมเปอร์บางเกินไปโดยไม่มีฟิล์มยึด

  • ระบบยึดไม่มั่นคง โดยเฉพาะใน Frameless หรือ Spider Glass

  • การติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐานจากช่างไม่มีประสบการณ์

ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือการใช้ กระจกลามิเนตหรือกระจกนิรภัยที่ผ่านมาตรฐานแรงลมและแรงกระแทก พร้อมตรวจสอบระบบยึดจับอย่างสม่ำเสมอในช่วงหลังติดตั้ง

ความต้องการการบำรุงรักษาบ่อย

ฟาซาดกระจกอาจดูเรียบง่ายและไม่ต้องดูแลมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ความสะอาด ความปลอดภัย และอายุการใช้งาน

สิ่งที่ต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอ:

  • คราบฝุ่น น้ำฝน และคราบเกลือ โดยเฉพาะอาคารใกล้ทะเลหรือถนนใหญ่

  • การรั่วซึมจากขอบกระจกและจุดต่อระบบ

  • การเปลี่ยนซิลิโคนและซีลตามอายุการใช้งาน เพื่อกันน้ำและอากาศรั่ว

โดยเฉพาะในอาคารสูง อาจต้องใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดเฉพาะ เช่น ระบบโรยตัว หรือหุ่นยนต์ล้างกระจก ทำให้มีต้นทุนบำรุงรักษาสูงกว่าผนังทึบแบบทั่วไป

ฟาซาดกระจกอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ “เหมาะกับทุกที่ทุกโครงการ” หากไม่มีการออกแบบและติดตั้งที่ดีพอ อาจกลายเป็นภาระทั้งด้านพลังงาน ความปลอดภัย และค่าบำรุงรักษาในระยะยาว แต่ถ้าออกแบบให้เหมาะสมตั้งแต่ต้น ก็สามารถดึงจุดเด่นมาใช้ได้เต็มที่ พร้อมลดข้อเสียให้น้อยที่สุด

ฟาซาดกระจกกับสภาพอากาศร้อนชื้นแบบไทย

การออกแบบฟาซาดกระจกในประเทศแถบยุโรปหรือโซนเย็นอาจไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อนมากนัก แต่สำหรับประเทศไทยที่มี แดดแรง ความชื้นสูง และอุณหภูมิเฉลี่ยมากกว่า 30 องศาเซลเซียสเกือบทั้งปี ฟาซาดกระจกอาจกลายเป็นดาบสองคมได้ หากออกแบบไม่ถูกหลัก

หัวข้อนี้เราจะพูดถึงแนวทางการเลือกวัสดุ วิธีออกแบบ และการผสานวัสดุอื่นให้เข้ากับ “สภาพแวดล้อมแบบร้อนชื้น” โดยเฉพาะ เพื่อให้ฟาซาดกระจกสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งด้านความสวยงามและพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ หาดใหญ่ หรือเชียงใหม่

การเลือกกระจกที่เหมาะกับแดดแรง

ในประเทศไทย จุดที่ต้องเจอกับแดดแรงตลอดวันคือ “ทิศตะวันตก” และ “ทิศใต้” หากใช้กระจกใสธรรมดาในจุดนี้โดยไม่เคลือบอะไรเลย ความร้อนจะทะลุเข้าตัวอาคารแบบเต็มๆ ทั้งแสงและอินฟราเรด

แนวทางการเลือกกระจก:

  • ใช้กระจก Low-E ที่มีค่า SHGC ต่ำ (Solar Heat Gain Coefficient ต่ำกว่า 0.30) เพื่อลดการแผ่รังสีความร้อนเข้าสู่ภายใน

  • เลือก Reflective Glass หรือกระจกเคลือบผิวสะท้อน ในพื้นที่ที่ไม่มีเงาบังแดด

  • เลือกความหนาที่เหมาะสมกับแรงลมและแรงขยายตัวจากความร้อน โดยเฉพาะอาคารสูง

นอกจากนี้ การเลือกสีของกระจก (เช่น ฟ้า, เทา, หรือทอง) ก็มีผลต่อการดูดซับและสะท้อนพลังงานความร้อนด้วยเช่นกัน

การออกแบบระบายอากาศประกอบฟาซาด

ฟาซาดกระจกที่ติดแบบแนบสนิทกับอาคารมักเจอปัญหา “อากาศร้อนสะสม” ระหว่างแผ่นกระจกกับตัวผนังด้านใน โดยเฉพาะในระบบ Double-Skin หรือ Curtain Wall ที่ไม่มีช่องระบายอากาศ

แนวทางแก้ไข:

  • เจาะช่องลมเข้า-ออกทั้งด้านบนและล่างของระบบฟาซาด เพื่อให้ลมร้อนไหลเวียนออก

  • ติดแผงบังแดดร่วมกับช่องระบายอากาศแบบ Passive ลดความร้อนโดยไม่ใช้พลังงาน

  • ออกแบบให้มีช่องแทรกอากาศ (Ventilated Cavity) ระหว่างกระจกกับผนังภายใน โดยเฉพาะในทิศที่รับแดด

วิธีเหล่านี้จะช่วยลดการสะสมความร้อน ทำให้พื้นที่ภายในเย็นลงโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศหนักเกินไป

การผสานวัสดุอื่นเพื่อลดผลกระทบ

ในอาคารที่ต้องการใช้ฟาซาดกระจกเต็มพื้นที่ แต่ยังคงต้องควบคุมความร้อน ความปลอดภัย และงบประมาณ การเลือกใช้กระจกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การ “ผสานวัสดุอื่นร่วมด้วย” จึงเป็นกลยุทธ์ที่นิยมมากในไทย

วัสดุที่นิยมนำมาใช้ร่วม:

  • แผงอลูมิเนียมคอมโพสิต (Aluminum Composite Panel) สำหรับส่วนที่ต้องการปิดแสงเต็มที่

  • แผงกันแดดแนวตั้ง/แนวนอน (Sunshade, Louvers) ช่วยลดแสงตรงแต่ยังให้ลมผ่านได้

  • Facade ที่มีระบบ shading เคลื่อนไหวได้ (Dynamic Facade) เช่น แผงหมุนอัตโนมัติตามแสง

การใช้หลายวัสดุร่วมกันไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาเรื่องพลังงาน แต่ยังทำให้อาคารดูมีมิติและความน่าสนใจมากขึ้นในเชิงดีไซน์อีกด้วย

ฟาซาดกระจกสามารถใช้งานได้ดีแม้ในสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างไทย ถ้ามีการ “เลือกกระจกให้ถูก”, “ออกแบบระบบระบายอากาศให้ดี” และ “ใช้วัสดุผสมผสานอย่างมีชั้นเชิง” นั่นทำให้ผนังกระจกไม่ได้เป็นปัญหาในเขตร้อน แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือจัดการแสงและความร้อนอย่างชาญฉลาด

ตัวอย่างงานออกแบบฟาซาดกระจกจริง

หลังจากพูดถึงทฤษฎีและแนวทางการออกแบบกันมาหลายหัวข้อ ถึงเวลามาดูตัวอย่าง งานจริงที่ใช้ฟาซาดกระจกได้อย่างลงตัว ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า ผนังกระจกไม่ใช่แค่สวย แต่ยัง สื่อสารแนวคิดของอาคาร ได้ และตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้านของแต่ละประเภทอาคารได้ดี

ในหัวข้อนี้ เราจะพาไปดู 3 ตัวอย่างการใช้งานฟาซาดกระจกในบริบทที่แตกต่างกัน ได้แก่ อาคารสำนักงาน, โรงแรม, และห้างสรรพสินค้า ซึ่งล้วนออกแบบให้ “เปลือกอาคาร” เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์และภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างแท้จริง

อาคารสำนักงานที่เน้นความโปร่ง

สำนักงานสมัยใหม่แทบจะไม่ใช้ผนังทึบทั้งแผงเหมือนในอดีตอีกต่อไป เพราะโลกของการทำงานยุคนี้ต้องการความโปร่งโล่ง แสงธรรมชาติ และการเชื่อมต่อกับภายนอก ทั้งในแง่ของ “ความรู้สึก” และ “ภาพลักษณ์ต่อภายนอก”

ตัวอย่างแนวทางออกแบบ:

  • ใช้ Curtain Wall แบบ Unitized เต็มแนวอาคาร เพื่อให้กระจกต่อเนื่องและติดตั้งรวดเร็ว

  • กระจกเคลือบ Low-E เพื่อควบคุมความร้อนโดยไม่ลดทอนแสงธรรมชาติ

  • บางแห่งออกแบบให้มี ช่องเปิดเพื่อรับลมธรรมชาติ และลดการใช้แอร์

ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่สำนักงานสวยขึ้น แต่ยังช่วยให้พนักงานทำงานได้ดีขึ้นจากแสงธรรมชาติ และบริษัทดูทันสมัยขึ้นในสายตาลูกค้า

โรงแรมที่ใช้กระจกเชื่อมวิวภายนอก

โรงแรมหลายแห่ง โดยเฉพาะรีสอร์ตหรือที่พักที่ตั้งอยู่ติดวิวธรรมชาติ นิยมใช้ฟาซาดกระจกเป็นส่วนสำคัญของงานออกแบบ เพราะต้องการให้แขกรู้สึกว่า “ได้อยู่ใกล้ธรรมชาติที่สุด” แม้จะนอนอยู่ในห้องพัก

ตัวอย่างการออกแบบ:

  • ใช้ Frameless Glass Facade ด้านหน้าห้องพักที่หันออกทะเลหรือภูเขา

  • ติดกระจกแบบ Laminated Clear Glass เพื่อลดเสียงรบกวนจากภายนอก

  • เสริมม่านกัน UV หรือแผงกันแดดแบบไม้ เพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติ

ฟาซาดลักษณะนี้ทำให้แขกสามารถมองวิวได้ตลอดวัน เพิ่มประสบการณ์การพักผ่อน และสร้างความประทับใจจนกลายเป็นจุดขายของโรงแรม

ห้างสรรพสินค้ากับแนวคิดสเปซเปิด

ห้างสรรพสินค้าในยุคใหม่เริ่มเปลี่ยนแนวทางจาก “ตึกปิดทึบ” มาเป็น “อาคารเปิดโล่ง เชื่อมภายใน–ภายนอก” ซึ่งฟาซาดกระจกกลายเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยน perception ว่าห้างไม่ใช่แค่กล่องใหญ่ๆ อีกต่อไป

แนวทางการออกแบบที่ใช้:

  • Double-Skin Facade หรือ Curtain Wall ที่เปิดมุมมองเข้าภายในตัวห้างได้จากภายนอก

  • สร้างความรู้สึกเชื้อเชิญให้คน “เดินเข้ามา” โดยเห็นบรรยากาศด้านในทันที

  • ด้านบนห้างบางแห่งใช้กระจก Skylight ร่วมกับฟาซาดด้านข้าง เพื่อดึงแสงธรรมชาติและลดค่าไฟ

ผลคือ ห้างดูทันสมัย เปิดรับผู้คนมากขึ้น และช่วยสร้างบรรยากาศการเดินช้อปปิ้งที่ไม่อึดอัด เหมาะกับทั้งเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยว

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ฟาซาดกระจกไม่ใช่แค่การห่อหุ้มอาคาร แต่คือ “กลยุทธ์ของดีไซน์และการตลาด” ที่ถูกคิดมาอย่างรอบด้าน ทั้งในมุมของผู้ออกแบบ ผู้ใช้งาน และแบรนด์ที่ต้องการสื่อสารตัวตนผ่านหน้าตึก

หลักการออกแบบฟาซาดกระจกอย่างมืออาชีพ

แม้การออกแบบฟาซาดกระจกจะดูเรียบง่ายในสายตาผู้ใช้งานทั่วไป แต่ในความจริงแล้ว “เบื้องหลัง” เต็มไปด้วยการคำนวณ การวิเคราะห์ และการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย ตั้งแต่สถาปนิก วิศวกรโครงสร้าง วิศวกรสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงผู้ผลิตระบบฟาซาดและกระจก

หัวข้อนี้จะสรุป หลักการสำคัญที่ควรคำนึงถึง หากต้องการออกแบบฟาซาดกระจกอย่างมืออาชีพ ครอบคลุมทั้งด้านพลังงาน โครงสร้าง และการเลือกวัสดุให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม เพื่อให้ได้ฟาซาดที่ไม่เพียงแค่สวย แต่ยังใช้งานได้ดีในระยะยาว

การคำนวณแสงและความร้อน

หนึ่งในโจทย์ที่ท้าทายของการออกแบบฟาซาดกระจกคือ การควบคุมแสงธรรมชาติและความร้อน ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการใช้งานภายในอาคาร โดยต้องอาศัยการวิเคราะห์ที่แม่นยำ ไม่ใช่ใช้ “ประสบการณ์ล้วนๆ” เหมือนเมื่อก่อน

สิ่งที่ต้องวิเคราะห์:

  • ค่า VLT (Visible Light Transmittance): ค่าการส่องผ่านของแสงธรรมชาติ ซึ่งมีผลต่อความสว่างภายใน

  • ค่า SHGC (Solar Heat Gain Coefficient): ค่าการถ่ายเทความร้อนจากแสงอาทิตย์เข้าสู่อาคาร

  • U-Value: ค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของกระจก ซึ่งมีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิ

กระจกที่ดีควรมี VLT สูงแต่ SHGC ต่ำ เพื่อให้แสงเข้ามาได้แต่ไม่ร้อน และควรวิเคราะห์ตามทิศของอาคารร่วมกับโปรแกรมจำลองแสง เช่น Dialux หรือ Radiance

การเลือกประเภทกระจกให้เหมาะกับตำแหน่งทิศ

ไม่ใช่ทุกด้านของอาคารจะใช้กระจกชนิดเดียวกันได้ทั้งหมด เพราะ ทิศทางของแสงแดดและลม มีผลต่อการสะสมความร้อน และความสบายภายในอาคารโดยตรง

แนวทางเบื้องต้นในการเลือก:

  • ทิศตะวันตก / ใต้: ควรใช้กระจกเคลือบพิเศษ เช่น Low-E หรือ Reflective Glass เพื่อกันความร้อน

  • ทิศเหนือ: สามารถใช้กระจกใสหรือกระจกที่ให้แสงผ่านสูงได้ เพราะได้รับแสงอ่อนที่สุด

  • ทิศตะวันออก: ต้องระวังแดดเช้า อาจเลือกกระจกใสที่มีการสะท้อนปานกลาง หรือใช้แผงกันแดดร่วมด้วย

ในบางกรณีอาจออกแบบให้แต่ละทิศใช้กระจกคนละชนิด หรือคนละระดับการเคลือบ เพื่อบาลานซ์เรื่องค่าใช้จ่ายกับประสิทธิภาพการใช้งาน

ความร่วมมือระหว่างสถาปนิกและวิศวกรโครงสร้าง

ฟาซาดกระจกที่ดีไม่ได้เกิดจากฝีมือของคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องมาจากการ ทำงานประสานกันระหว่างหลายสาขา โดยเฉพาะระหว่าง “ดีไซน์” และ “โครงสร้าง” ซึ่งหากไม่สื่อสารกันอย่างชัดเจนอาจทำให้เกิดปัญหาทั้งด้านความปลอดภัยและต้นทุน

ประเด็นที่ต้องร่วมพิจารณา:

  • การรองรับน้ำหนักของกระจกและโครง

  • การขยายตัวของวัสดุเมื่อเจออุณหภูมิสูง

  • วิธีการยึด/แขวน/ซ่อนโครงให้ตรงกับดีไซน์ที่ตั้งใจไว้

  • การเว้นช่องระบายอากาศและการบำรุงรักษาในระยะยาว

โครงการที่ประสบความสำเร็จมักมีการประชุมแบบบูรณาการตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่แค่ “โยนแบบ” จากฝ่ายหนึ่งไปให้อีกฝ่ายแก้ตาม

ฟาซาดกระจกที่ดูเรียบง่ายเบื้องหน้า มักซ่อนกระบวนการออกแบบที่ซับซ้อนเบื้องหลังเอาไว้เสมอ
และการออกแบบอย่างมืออาชีพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสวยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ สมดุลระหว่างประสิทธิภาพ พลังงาน ความปลอดภัย และความเข้าใจร่วมกันของทุกฝ่าย

การติดตั้งและบำรุงรักษาฟาซาดกระจก

ไม่ว่าจะออกแบบฟาซาดกระจกมาดีแค่ไหน ถ้าขั้นตอนการติดตั้งไม่รัดกุม หรือการบำรุงรักษาในระยะยาวขาดการวางแผนที่ดี อาจส่งผลกระทบต่อทั้ง “ความปลอดภัยของผู้ใช้อาคาร” และ “อายุการใช้งานของระบบฟาซาด” ได้โดยตรง

ในหัวข้อนี้เราจะเจาะลึกถึงกระบวนการที่สำคัญ 3 ส่วน คือ การติดตั้งที่ปลอดภัย, การเลือกอุปกรณ์ยึดกระจกที่ได้มาตรฐาน, และ การดูแลรักษาในระยะยาว โดยเน้นมุมมองที่สามารถนำไปใช้งานจริงในโครงการได้ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน, โรงแรม, หรือโครงการบ้านหรู

ขั้นตอนการติดตั้งที่ปลอดภัย

การติดตั้งฟาซาดกระจกไม่ใช่เรื่องของช่างคนเดียว แต่ต้องอาศัย “ทีมติดตั้งเฉพาะทาง” ที่เข้าใจทั้งระบบโครง ฟังก์ชันของวัสดุ และความปลอดภัยต่อคนทำงานและคนภายนอก

ขั้นตอนหลักที่ควรมี:

  1. สำรวจและตรวจสอบโครงสร้างรองรับ ก่อนเริ่มงาน เช่น คาน แป หรือผนังรับระบบ Curtain Wall

  2. จัดเตรียมอุปกรณ์ยกกระจกที่เหมาะสม เช่น เครนดูดสุญญากาศ (Vacuum Lifter), ลิฟต์ยกแนวดิ่ง, หรือโรยตัวในกรณีที่เข้าถึงยาก

  3. ติดตั้งโดยยึดตามแบบวิศวกรรม เช่น ระยะห่างจุดยึด, ค่าเผื่อการขยายตัว, การเว้นช่องกันการรั่วซึม

  4. ตรวจสอบแนว ระดับ และระบบปิดรอยต่อทุกจุด ก่อนลงซิลิโคนหรือแผ่นปิดผิว

ในอาคารสูง ต้องมีมาตรการด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น ตาข่ายกันของตก, อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และระบบอนุญาตทำงานบนที่สูง (Permit to Work)

อุปกรณ์ยึดกระจกและความทนทาน

อุปกรณ์ยึดกระจกในฟาซาดไม่ใช่แค่ “เฟรมอลูมิเนียม” อย่างเดียว แต่ประกอบด้วยหลายชิ้นส่วนที่ต้องทำงานร่วมกัน ทั้งในแง่ของ แรงรับน้ำหนัก, แรงลม, และ ความยืดหยุ่นตามอุณหภูมิ

อุปกรณ์หลักที่ควรให้ความสำคัญ:

  • Spider Fitting / Point Support: ใช้ในฟาซาดแบบไร้กรอบหรือกระจกเจาะรู ต้องเลือกวัสดุเกรดสแตนเลสแท้เพื่อกันสนิม

  • Aluminum Mullion & Transom: ใช้ใน Curtain Wall ต้องคำนวณขนาดตามระยะและแรงลมที่ต้องรับ

  • Anchor Bolt / Bracket / Clip Fixing: จุดเชื่อมกับโครงสร้างหลัก ต้องใช้วัสดุที่ผ่านมาตรฐานกันสนิมและแรงกระแทก

ทุกชิ้นส่วนควรผ่านการตรวจสอบจากโรงงาน หรือมีใบรับรองคุณภาพ เช่น มอก., ASTM, หรือ CE Certificate

ตารางบำรุงรักษาและการทำความสะอาด

แม้ฟาซาดกระจกจะดูแข็งแรง แต่ก็ต้องการ การดูแลเป็นประจำ เพื่อรักษาทั้งความสวยงามและความปลอดภัย โดยเฉพาะอาคารสูงที่ฝุ่นและคราบน้ำฝนสามารถเกาะสะสมได้เร็วมาก

ตัวอย่างตารางดูแลรักษาที่แนะนำ:

รายการ

ความถี่

หมายเหตุ

ล้างกระจกภายนอก

ทุก 3–6 เดือน

ใช้ระบบโรยตัว / แขนกล / หุ่นยนต์

ตรวจสอบซีลและขอบยึด

ปีละ 1 ครั้ง

ตรวจรอยแตกร้าว / ซิลิโคนหลุด

ตรวจความแน่นของอุปกรณ์ยึด

ปีละ 1–2 ครั้ง

โดยช่างฟาซาดเฉพาะทาง

ทำความสะอาดภายใน

ตามการใช้งาน

ห้องพัก / สำนักงาน ล้างบ่อยขึ้น

การทำความสะอาดควรหลีกเลี่ยงน้ำยาที่มีฤทธิ์กัดกร่อนหรือสารเคมีที่อาจทำลายผิวเคลือบของกระจก เช่น Low-E หรือ Reflective Coating

ฟาซาดกระจกไม่ใช่แค่เรื่อง “ติดให้เสร็จ” แล้วจบ แต่ต้องมีการวางแผนเรื่องความปลอดภัยในการติดตั้ง เลือกอุปกรณ์ให้ถูกต้อง และจัดตารางดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากดูแลถูกวิธี ฟาซาดกระจกสามารถอยู่ได้นานกว่า 20–30 ปี โดยยังคงประสิทธิภาพเต็มระบบ

การประเมินต้นทุนฟาซาดกระจก

การตัดสินใจเลือกใช้ “ฟาซาดกระจก” ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่เรื่องดีไซน์หรือความสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีเรื่อง งบประมาณ เป็นปัจจัยสำคัญที่หลายโครงการให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะแม้กระจกจะดูบางและโปร่งเบา แต่ระบบที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังมีความซับซ้อน และต้นทุนต่อพื้นที่อาจสูงกว่าผนังทั่วไปหลายเท่า

หัวข้อนี้จะพาไปดูองค์ประกอบต้นทุนหลักที่เกี่ยวข้องกับฟาซาดกระจก ทั้งในแง่ของวัสดุ ค่าแรงติดตั้ง และค่าดูแลในระยะยาว เพื่อให้เจ้าของอาคารและนักออกแบบสามารถประเมินงบได้อย่างรอบด้านตั้งแต่เริ่มต้น

ราคาวัสดุและการเคลือบพิเศษ

ต้นทุนเริ่มต้นของฟาซาดกระจกอยู่ที่ กระจกและโครงยึด ซึ่งมีราคาหลากหลายขึ้นอยู่กับประเภทและคุณสมบัติพิเศษที่ต้องการ เช่น การกันความร้อน เสียง หรือแสง UV

ตัวอย่างราคากระจก (โดยประมาณ ณ ปัจจุบัน):

  • กระจกเทมเปอร์ใส 6 มม. เริ่มต้นที่ ~1,500–2,000 บาท/ตร.ม.

  • กระจก Low-E / Reflective เพิ่มอีก ~500–1,200 บาท/ตร.ม.

  • กระจกลามิเนตนิรภัย ราคาจะสูงกว่าปกติ ~30–50%

  • กระจก BIPV (Solar Glass) อาจสูงถึง ~8,000–12,000 บาท/ตร.ม.

นอกจากนี้ยังมีค่า โครงอลูมิเนียม, Sealant, Hardware, และอุปกรณ์ยึดจับ ซึ่งต้องรวมอยู่ในต้นทุนวัสดุรวมทั้งหมด

ค่าแรงติดตั้งที่ต้องพึ่งความเชี่ยวชาญ

ฟาซาดกระจก (Glass Facade) เป็นระบบที่ต้องการทีมติดตั้งเฉพาะทาง ไม่ใช่ช่างกระจกทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย โครงสร้าง และความแม่นยำสูง ทั้งในแนวระดับ แนวตั้ง และแรงลมของอาคาร

ค่าแรงติดตั้งขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้:

  • ความสูงของอาคาร: ยิ่งสูง ยิ่งต้องใช้ระบบเครน, โรยตัว, หรือแพลตฟอร์มพิเศษ

  • รูปแบบของระบบฟาซาด: Curtain Wall ติดตั้งง่ายกว่า Spider Glass หรือ Double-Skin

  • ความซับซ้อนของแบบสถาปัตย์: ยิ่งมีมุมโค้ง เอียง หรือเจาะช่องเยอะ ยิ่งใช้เวลาและแรงงานมาก

โดยเฉลี่ย ค่าแรง + ค่าติดตั้งอาจอยู่ที่ 1,000–2,000 บาท/ตร.ม. และควรสำรองงบฉุกเฉินไว้อีก 5–10% สำหรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ค่าดูแลรายปีและค่าเปลี่ยนกระจก

ต้นทุนที่มักถูกมองข้ามคือ ค่าบำรุงรักษา และ ค่าเปลี่ยนกระจกในระยะยาว ซึ่งมีความสำคัญมากในอาคารสูงหรืออาคารพาณิชย์ที่เน้นความสะอาดและความปลอดภัย

รายการที่ต้องคิดล่วงหน้า:

  • ค่าล้างกระจก (ภายนอก): อาคารสูงมักต้องจ้างทีมโรยตัว ราคาประมาณ 20–40 บาท/ตร.ม./ครั้ง

  • ค่าตรวจสอบรอยรั่ว/ซิลิโคน/ระบบยึด: ปีละ 1–2 ครั้ง, ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับจำนวนจุดตรวจ

  • ค่าเปลี่ยนกระจก (กรณีแตก/เสียหาย): ต้องรวมค่ากระจกใหม่ + ค่ารื้อ + ค่าแรงติดตั้งใหม่

สำหรับอาคารขนาดใหญ่ ค่าดูแลต่อปีอาจสูงถึงหลักแสนบาท ดังนั้นจึงควร วางแผนบำรุงรักษาเป็นงบประจำปี และทำสัญญา Service กับบริษัทที่เชี่ยวชาญเพื่อควบคุมต้นทุนได้ระยะยาว

ฟาซาดกระจกอาจมีต้นทุนสูงกว่าผนังทั่วไป แต่ก็แลกมากับภาพลักษณ์ ความยืดหยุ่นในการออกแบบ และคุณค่าในเชิงการตลาด หากมีการวางแผนอย่างมืออาชีพตั้งแต่ต้น “ต้นทุนของฟาซาดกระจกจะกลายเป็นการลงทุน ไม่ใช่ภาระ”

สรุป – ฟาซาดกระจก (Glass Facade) เหมาะกับอาคารแบบใด และต้องออกแบบอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ฟาซาดกระจกคือมากกว่าผนังโปร่งใสที่ให้แสงธรรมชาติและความหรูหรา มันคือ “ระบบเปลือกอาคาร” ที่ต้องทำงานร่วมกับโครงสร้าง แสง อุณหภูมิ เสียง และภาพลักษณ์ของอาคารอย่างซับซ้อน ถ้าออกแบบอย่างถูกต้อง ฟาซาดกระจกจะช่วยให้ทั้ง ดีไซน์และการใช้งานจริง เดินไปในทางเดียวกันได้อย่างมีพลัง

ฟาซาดกระจกเหมาะกับอาคารประเภทไหนบ้าง?

  • อาคารสำนักงาน: ต้องการภาพลักษณ์ทันสมัย โปร่งโล่ง และแสงธรรมชาติ

  • โรงแรม–รีสอร์ต: ต้องการดึงวิวธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์

  • ห้างสรรพสินค้า–โชว์รูม: ต้องการความเปิดเผยและความเชื้อเชิญให้ผู้คน “มองเห็นภายใน” ได้ตั้งแต่ภายนอก

  • อาคารสูง–คอนโดระดับพรีเมียม: ต้องการความหรูหราและทัศนียภาพมุมสูง

  • บ้านเดี่ยวดีไซน์โมเดิร์น: ใช้เชื่อมพื้นที่ภายในกับภายนอก พร้อมควบคุมแสง

แนวทางออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

  1. วางแผนเรื่องทิศแดดและแรงลมตั้งแต่เริ่มต้น
    วิเคราะห์ตำแหน่งอาคารจริง เพื่อนำไปสู่การเลือกประเภทกระจกและระบบฟาซาดที่เหมาะสมที่สุด

  2. เลือกกระจกที่ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้าน
    ไม่จำเป็นต้องใช้กระจกชนิดเดียวรอบอาคาร ใช้ Low-E ในด้านร้อน, กระจกใสในด้านร่ม, หรือกระจกนิรภัยในจุดเสี่ยง

  3. รวมระบบฟาซาดเข้ากับแนวคิด Green Building
    เช่น ออกแบบให้ระบายอากาศได้, ใช้ BIPV, หรือติดเซ็นเซอร์ควบคุมแสงภายในเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า

  4. ออกแบบโดยทีมข้ามสาขา (Multidisciplinary Design)
    ให้สถาปนิก วิศวกรโครงสร้าง และผู้เชี่ยวชาญระบบฟาซาดทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในระยะติดตั้งและใช้งานจริง

  5. มีแผนบำรุงรักษาระยะยาว
    เพราะฟาซาดกระจกต้องการการดูแลมากกว่าผนังทั่วไป เช่น การล้างกระจก การเปลี่ยนซีล และการตรวจอุปกรณ์ยึดอย่างสม่ำเสมอ

ฟาซาดกระจกจะคุ้มค่ามากที่สุดเมื่อถูก “ออกแบบอย่างมีความเข้าใจ” ไม่ใช่แค่ถูกเลือกเพราะความสวย ถ้าเราสามารถออกแบบให้ ฟาซาดเป็นมากกว่าหน้าตึก แต่กลายเป็น “ระบบจัดการแสง ความร้อน และภาพลักษณ์” ได้อย่างลงตัวนั่นแหละ… คือจุดที่ฟาซาดกระจกทำงานได้ดีที่สุด

FAQs – คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับฟาซาดกระจก (Glass Facade)

หลายคนที่กำลังวางแผนสร้างอาคารใหม่หรือรีโนเวตหน้าตึก มักมีคำถามเกี่ยวกับฟาซาดกระจกอยู่ไม่น้อย บางคำถามดูเหมือนง่าย แต่มีรายละเอียดลึกกว่าที่คิด ซึ่งในหัวข้อนี้เราจะรวมคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ “ฟาซาดกระจก” พร้อมคำตอบแบบเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับทั้งเจ้าของอาคาร นักออกแบบ และผู้ใช้งานทั่วไป

ฟาซาดกระจก (Glass Facade) ร้อนจริงไหม?

ตอบ: ไม่เสมอไป ฟาซาดกระจกจะร้อนหรือไม่ขึ้นอยู่กับประเภทของกระจกและการออกแบบระบบโดยรวม ถ้าใช้กระจกใสธรรมดาในทิศที่โดนแดดจัดโดยไม่มีการเคลือบผิวหรือบังแดดร่วม แน่นอนว่าร้อนแน่ แต่ถ้าใช้กระจกที่เคลือบ Low-E, Reflective หรือออกแบบให้มีการระบายอากาศและกันแดดร่วมด้วย ฟาซาดกระจกจะ ช่วยควบคุมความร้อน ได้ดี และบางครั้งก็เย็นกว่าผนังทึบด้วยซ้ำ

ใช้ฟาซาดกระจก (Glass Facade) ในบ้านได้หรือไม่?

ตอบ: ได้แน่นอน โดยเฉพาะในบ้านที่ต้องการเปิดมุมมองรับวิว หรือให้แสงธรรมชาติเข้ามาเยอะๆ
แต่ควรพิจารณาให้เหมาะกับบริบท เช่น

  • บ้านหันหน้าทางทิศตะวันตก อาจต้องใช้กระจกสะท้อนหรือเคลือบกันความร้อน

  • บ้านใกล้ถนน อาจใช้กระจกลามิเนตเพื่อลดเสียง

  • บ้านที่มีเด็กเล็ก ควรใช้กระจกนิรภัยเพื่อความปลอดภัย

นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว และการบำรุงรักษาด้วย เพราะกระจกเปื้อนง่ายกว่าผนังทึบทั่วไป

ฟาซาดกระจก (Glass Facade) ปลอดภัยจากพายุหรือไม่?

ตอบ: ถ้าออกแบบและติดตั้งตามมาตรฐานที่เหมาะสม ฟาซาดกระจกสามารถทนแรงลมและพายุได้ดี
อาคารสูงและบ้านในเขตเสี่ยงพายุควร:

  • ใช้กระจกลามิเนตหรือเทมเปอร์ที่มีความหนาเหมาะสม (เช่น 8–12 มม.)

  • ติดตั้งกับระบบโครงที่ออกแบบรับแรงลม (เช่น Curtain Wall พร้อม Mullion แข็งแรง)

  • มีการเว้นระยะและใช้ซิลิโคนกันสั่นสะเทือนที่ยืดหยุ่นได้

หากเลือกวัสดุและระบบถูกต้อง ฟาซาดกระจกจะปลอดภัยไม่แพ้ผนังอิฐหรือคอนกรีตเลย

อายุการใช้งานของฟาซาดกระจก (Glass Facade) คือกี่ปี?

ตอบ: ถ้าดูแลอย่างถูกวิธี ฟาซาดกระจกสามารถใช้งานได้ 20–30 ปี หรือมากกว่านั้น
อายุการใช้งานของกระจกขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้:

  • คุณภาพของกระจกและระบบเคลือบผิว

  • คุณภาพของซิลิโคนและระบบปิดรอยต่อ

  • สภาพแวดล้อม (ใกล้ทะเล / เขตมลพิษ)

  • การดูแลบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เช่น ล้างกระจก, ตรวจจุดรั่วซึม

หากมีแผนบำรุงรักษาระยะยาวที่ดี ฟาซาดกระจกจะคงความสวยและปลอดภัยได้ยาวนานกว่าที่คิด

ต้องมีโครงสร้างแบบไหนจึงรองรับได้?

ตอบ: โครงสร้างที่รองรับฟาซาดกระจกได้ต้องมีความแข็งแรงและ ออกแบบให้เหมาะกับระบบฟาซาดที่เลือกใช้
โดยทั่วไปฟาซาดกระจกจะยึดกับ:

  • โครงเหล็ก / คอนกรีต ที่รับน้ำหนักหลักของอาคาร

  • ระบบอลูมิเนียม Mullion / Transom ที่กระจายแรงจากกระจกลงสู่โครงหลัก

  • ในบางระบบ เช่น Spider Glass ต้องใช้โครงเหล็กเสริมเฉพาะจุดยึด

ดังนั้นก่อนเลือกใช้ ต้องให้วิศวกรโครงสร้างร่วมตรวจสอบแบบกับทีมฟาซาดโดยตรง เพื่อให้ระบบทั้งหมดทำงานสอดคล้องกัน

หากยังมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟาซาดกระจก หรืออยากรู้ว่าสามารถนำไปใช้ในโครงการแบบไหนได้บ้าง แนะนำให้อ่านบทสรุปท้ายบทความในหัวข้อ “ฟาซาดกระจกเหมาะกับอาคารแบบใด และต้องออกแบบอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด” ซึ่งเราจะรวบรวมภาพรวมทั้งหมดเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในตอนสุดท้าย



ติดต่อเราวันนี้ เพื่อรับคำปรึกษาฟรี

โดดเด่นเหนือใคร ด้วยงานฟาซาดที่ออกแบบมาเพื่ออาคารคุณโดยเฉพาะ
ยกระดับอาคารของคุณให้ไม่เหมือนใคร ด้วยงานบริการจากทุกทีมผู้เชี่ยวชาญของ Outside In

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว We use cookies to improve the performance and experience of our website. You can learn more at Privacy Policy

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า